CLOUD PAAS / PLATFORM OVERVIEW

Platform-as-a-Service คืออะไร

คู่มือนี้เรียบเรียงและปรับรูปแบบสำหรับ Ruk-Com Cloud PaaS ภาพหน้าจออาจแตกต่างเล็กน้อยตามเวอร์ชันของระบบ

คลิกหรือแตะภาพหน้าจอเพื่อดูรายละเอียดขนาดจริง

วัตถุประสงค์

บทความนี้อธิบายการใช้งาน Platform-as-a-Service คืออะไร บน Ruk-Com Cloud PaaS โดยจัดลำดับขั้นตอนและจุดตรวจสอบสำหรับการนำไปใช้งานจริง

ก่อนเริ่มดำเนินการ

  • เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์จัดการ Environment ที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบชื่อ Environment, Region และทรัพยากรเป้าหมายก่อนบันทึกการเปลี่ยนแปลง
  • สำรองข้อมูลหรือกำหนดแผนย้อนกลับก่อนแก้ไขระบบ Production

ในหัวข้อนี้เราจะมาทำความเข้าใจกับคำว่าแพลตฟอร์มเป็นบริการหรือที่รู้จักกันโดยย่อว่าปาส

แม้ในปัจจุบันคำจำกัดความของคลาวด์คอมพิวติ้งและประเภทของบริการ Cloud เช่น IaaS, PaaS, และ SaaS อาจยังสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้งานอยู่บ้าง แต่สำหรับรักคอมคลาวด์บริการของเราถือเป็นรูปแบบPaaS (แพลตฟอร์มเป็นบริการ)อย่างแท้จริง

Platform as a Service คืออะไร?

PaaS หมายถึง บริการที่จัดเตรียมแพลตฟอร์มและเครื่องมือครบชุดสำหรับนักพัฒนา (DevOps) และผู้ดูแลระบบ (SysAdmin) ในการสร้างและจัดการแอปพลิเคชัน โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์หรือดูแลโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดด้วยตนเอง

บริการนี้ช่วยลดความซับซ้อนในการทำงาน สนับสนุนการขยายระบบแบบอัตโนมัติ (Scalable) รองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีการตั้งค่าพื้นฐานต่าง ๆ ไว้พร้อมใช้งานทันที เช่น:

คลัสเตอร์ฐานข้อมูล

โหลดบาลานเซอร์

เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์

Docker / Kubernetes

ระบบจัดการ CI/CD และอื่น ๆ

ภาพรวมของ Platform as a Service แบ่งออกเป็น 3 มุมมองหลัก:

    wp:รายการรายการ
  • วัตถุประสงค์ (purpose)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • สิ่งที่เป็นนามธรรม (abstraction)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ฟังก์ชั่นการทำงาน (functionality)
  • /wp:list-item
ภาพประกอบขั้นตอนการใช้งาน Ruk-Com Cloud PaaS

วัตถุประสงค์ของผู้ให้บริการ PaaS

ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการ Platform as a Service (PaaS) มักนำเสนอโซลูชันใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันและการโฮสต์บนระบบคลาวด์ โดยเน้นการจัดเตรียมเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานเฉพาะด้าน ช่วยให้การพัฒนาและปรับใช้แอปพลิเคชันเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

หากมองในภาพรวม เราสามารถแบ่งประเภทของบริการ PaaS ออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:

1. General-purpose PaaS – สำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันทั่วไป

แพลตฟอร์มประเภทนี้เหมาะสำหรับการบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั่วไป ทั้งแบบมีสถานะและสถาปัตยกรรม N-Tierโดยสามารถรองรับการประมวลผลที่มีปริมาณงานจำนวนมาก และปรับเพิ่ม-ลดทรัพยากรได้ตามความต้องการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น autoscaling และ container orchestration

รองรับแอปพลิเคชันแบบไร้สัญชาติ, คลาวด์เนทีฟ, และไมโครเซอร์วิสอย่างเต็มรูปแบบ และยังช่วยลดภาระของทรัพยากรบุคคลในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานลงได้อย่างมาก

2. Emerging PaaS – สำหรับเทคโนโลยีและบริการรูปแบบใหม่

แพลตฟอร์มกลุ่มนี้เน้นการรองรับนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเกิดใหม่ มักถูกออกแบบมาสำหรับงานเฉพาะทางหรือแอปพลิเคชันรุ่นใหม่ เช่น:

    wp:รายการรายการ
  • การประมวลผลแบบไร้เซิร์ฟเวอร์
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ระบบแบบการประมวลผลแบบกระจาย
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การใช้งานการเรียนรู้ของเครื่อง / AI
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • Edge Computing หรือ Event-driven Architecture
  • /wp:list-item

Emerging PaaS เหล่านี้มักนำเสนอรูปแบบการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่ยืดหยุ่นและปรับตัวเร็วตามแนวโน้มของตลาดเทคโนโลยี

3. Specialized PaaS – สำหรับงานเฉพาะด้านหรืออุตสาหกรรมเฉพาะทาง

เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับงานเฉพาะด้านที่มีความต้องการเฉพาะสูงในตลาด เช่น:

    wp:รายการรายการ
  • ระบบE-commerce สำเร็จรูป
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ระบบบริหารจัดการเนื้อหา (CMSaaS)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • บริการฐานข้อมูลแบบจัดการให้ (ดีบาเอส)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • กระบวนการทางธุรกิจแบบอัตโนมัติ (บีพีเอส)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ระบบความปลอดภัย เช่นไฟร์วอลล์เป็นบริการ
  • /wp:list-item

แพลตฟอร์มกลุ่มนี้มักจะถูกจัดกลุ่มย่อยเพิ่มเติมตามลักษณะของบริการเพื่อให้ตอบโจทย์แต่ละอุตสาหกรรมหรือความต้องการเฉพาะทางได้อย่างลงตัว

สิ่งที่เป็นนามธรรม (Abstraction)

โซลูชันของแพลตฟอร์มเป็นบริการ (PaaS)ในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญอย่างมากกับการจัดการระบบแบบอัตโนมัติตั้งแต่ขั้นตอนการ Deploy แอปพลิเคชัน ไปจนถึงกระบวนการซีไอ/ซีดี(Continuous Integration / Continuous Delivery) อย่างครบวงจร

แนวคิดของ “การทำให้เป็นนามธรรม” (abstraction) ในตัวอย่างนี้ คือ การที่แพลตฟอร์มซ่อนความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไว้เบื้องหลัง ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องจัดการกับรายละเอียดระดับล่าง เช่น:

    wp:รายการรายการ
  • การตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์หรือที่จัดเก็บข้อมูล (Server / Storage)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การจัดการความปลอดภัยของระบบ
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การตั้งค่าปรับขนาดอัตโนมัติสำหรับเพิ่ม-ลดทรัพยากรอัตโนมัติ
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การทำโหลดบาลานซ์เพื่อกระจายโหลดการใช้งาน
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การอัปเดตระบบอัตโนมัติ และการมอนิเตอร์ระบบ
  • /wp:list-item

สิ่งเหล่านี้ช่วยลดภาระงานของนักพัฒนาและผู้ดูแลระบบ (DevOps/SysAdmin) ลงอย่างมาก ทั้งในด้านของการดูแลโครงสร้างพื้นฐานและลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากการตั้งค่าด้วยตนเอง

ฟังก์ชั่นการทำงาน (Functionality)

เพื่อให้การพัฒนาและบริหารจัดการแอปพลิเคชันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพปาสต้องมีฟังก์ชันหลักที่ครอบคลุมทั้งในด้านการปรับใช้, โครงสร้างพื้นฐาน, และการจัดการคอนเทนเนอร์ดังนี้:

    wp:รายการรายการ
  • การปรับใช้อัตโนมัติWP:รายการ wp:รายการรายการ
  • PaaS ควรมีเครื่องมือสำหรับการDeploy และบริหารจัดการแอปพลิเคชันแบบอัตโนมัติที่ใช้งานง่าย และไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว โดยตัวอย่างของฟีเจอร์ที่ควรมี ได้แก่:
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ระบบติดตั้งอัตโนมัติเพียงคลิกเดียว
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การ Deploy ด้วยคำสั่งคอมไพล์ ดัน
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การตั้งค่าพื้นฐานล่วงหน้า (การกำหนดค่าล่วงหน้า)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ระบบซีไอ/ซีดี
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • เครื่องมือช่วยบริหารจัดการโปรเจกต์แบบครบวงจร
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยลดเวลาในการเรียนรู้และช่วยให้นักพัฒนาสามารถโฟกัสที่การเขียนโค้ดได้อย่างเต็มที่
  • /wp:list-item /wp:รายการ /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน
    นอกจากด้านแอปพลิเคชันแล้ว PaaS ยังต้องมีความสามารถในการดูแลและบริหารInfrastructure เบื้องหลังได้อย่างสะดวก เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมทรัพยากรของตนเองได้ เช่น:WP:รายการ wp:รายการรายการ
  • ระบบการตรวจสอบและตรวจสุขภาพ
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • เครื่องมือรักษาความปลอดภัย (การจัดการความปลอดภัย)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การตรวจสอบประสิทธิภาพ (การตรวจสอบประสิทธิภาพ)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การควบคุมต้นทุนการใช้งาน (การควบคุมต้นทุน)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ระบบสำหรับอัปเกรด (Upgrade)หรือบำรุงรักษา (การบำรุงรักษา) อย่างง่าย
    สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้ดูแลระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐาน
  • /wp:list-item /wp:รายการ /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • การจัดวางคอนเทนเนอร์
    การบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของ PaaS ที่ต้องตอบโจทย์ในเรื่องของ:WP:รายการ wp:รายการรายการ
  • ความเร็วในการปรับใช้งาน
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ความปลอดภัยของระบบ
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ความพร้อมใช้งานตลอดเวลา (ความพร้อมใช้งานสูง)
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • PaaS ที่ดีควรมีระบบจัดการ Container ที่สามารถ:
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • ตรวจสอบและกู้คืน (Self-Healing)Container ที่มีปัญหาโดยอัตโนมัติ
  • /wp:list-item wp:รายการรายการ
  • รองรับการขยายระบบ (ปรับขนาดอัตโนมัติ) ได้ทันทีเมื่อจำเป็น
    เครื่องมืออย่าง Kubernetes หรือระบบ Container แบบครบวงจรจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การจัดการ Container เป็นไปอย่างราบรื่นและยืดหยุ่น

  • /wp:list-item /wp:รายการ /wp:list-item

การเลือกใช้งาน PaaS

แนวทางการพิจารณาเลือกใช้บริการ PaaS สำหรับองค์กรหากองค์กรของคุณกำลังพิจารณาเลือกใช้บริการแพลตฟอร์มเป็นบริการ (PaaS)ทางทีมงานรักคอมคลาวด์ขอแนะนำแนวทางในการประเมินและตัดสินใจ ดังนี้:

ตรวจสอบว่า PaaS ที่เลือกสามารถรองรับระบบหรือเทคโนโลยีที่คุณใช้อยู่แล้ว เช่น Database, Framework, หรือเครื่องมือ DevOps ต่าง ๆ ได้หรือไม่ เพื่อให้การย้ายระบบหรือเริ่มต้นใช้งานเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ตรวจสอบว่าภาษาโปรแกรมที่ทีมของคุณใช้อยู่ เช่น PHP, Node.js, Python, Java ฯลฯ นั้นสามารถรันบนแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีข้อจำกัด

พิจารณาถึงแผนพัฒนาในอนาคตทั้งด้านภาษาที่จะใช้เพิ่มเติม และการเปลี่ยนแปลง Software Stack เช่นการเปลี่ยนจาก monolith เป็น microservices หรือจาก VM ไปสู่ container-based deployment

ควรเลือก PaaS ที่ใช้มาตรฐานเปิด (open standard) หรือสามารถย้ายออกได้ง่าย เพื่อไม่ให้ถูกจำกัดอยู่กับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง

ระบบควรเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการได้เองผ่าน UI หรือ API ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง / ปรับขนาด / ตรวจสอบสถานะของระบบ เพื่อความยืดหยุ่นและควบคุมได้อย่างแท้จริง

นอกจากราคาต่อเดือน ควรพิจารณาถึงต้นทุนแฝงเช่น ค่าบริการเสริม, ค่า Storage, Traffic หรือ Maintenance ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อระบบมีการขยายตัว

บริการที่ดีควรมีทีมสนับสนุนที่พร้อมตอบคำถาม ให้คำปรึกษา และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญหรือเหตุขัดข้อง

หากคุณสนใจใช้งาน PaaS ที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และพร้อมใช้งานได้จริงในระดับองค์กร ทีมงาน Ruk-Com Cloud ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยวางแผนระบบให้เหมาะกับความต้องการของคุณ